กิมย้ง (Jin Yong) หรือ จา เลี้ยงย้ง นักเขียนนวนิยายกำลังภายในที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แม้จะวางปากกาล้างมือจากวงการไปนานกว่า 40 ปี (ปัจจุบันกิมย้งย่างเข้าวัย 90 ปีแล้ว) หากแต่ผลงานทั้ง 15 เรื่องของเขาก็ยังคงได้รับความนิยม ทั้งการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ไปจนถึงถูกดัดแปลงเป็นหนังหรือซีรีส์กำลังภายในจนถึงทุกวันนี้ เราจึงขอแนะนำซีรีส์ ที่ดัดแปลงจากผลงานนวนิยายกำลังภายในไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและถูกสร้างมาแล้วหลายเวอร์ชั่น อย่าง ‘มังกรหยก’ ทั้ง 3 ภาค ที่มีให้ชมอย่างครบถ้วนที่ MONOMAXXX
The Legend of the Condor Heroes (2003)**
ก๊วยเจ๋ง ต้องเดินทางฝึกวิชายุทธเพื่อกลับมาปกป้องดินแดนมองโกลบ้านเกิดจากการรุกรานของจีน แต่อุปนิสัยซื่อสัตย์จริงใจ ก็ทำให้ก๊วยเจ๊งมีมิตรสหายมากมาย ทั้งคอยช่วยเหลือและถ่ายทอดวิชายุทธให้ – ‘มังกรหยก 1’ เวอร์ชั่น 2003 มีนักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง โจว ซวิ่น (Perhaps Love) มารับ อึ้งย้ง คนรักของก๊วยเจ๋ง ซึ่งด้วยรัศมีดาราของเธอก็ทำให้แฟนวรรณกรรมรู้สึกว่าเธอเด่นเกินพระเอกอย่าง หลีหย่าเผิง (อดีตสามีของป็อปสตาร์ไต้หวัน เฟย์ หว่อง) ไปบ้าง แต่ซีรีส์ของ จางยีจง (Zhang Jizhong – หนึ่งในโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลของวงการโทรทัศน์จีน) ก็ถูกชื่นชมในแง่การดัดแปลงอย่างเคารพบทประพันธ์ดั้งเดิม ซึ่งกิมย้งมักไม่ค่อยพอใจบรรดาผู้สร้างหนังหรือซีรีส์ที่มักดัดแปลงหนังสือของเขามากเกินไปเสมอ
The Return of the Condor Heroes (2006)
เรื่องราวของ เอี๊ยก้วย เด็กหนุ่มกำพร้าผู้ถูกอุปการะโดยก๊วยเจ๋ง หากด้วยประวัติที่ไม่ดีนักของบิดา จึงทำให้ศิษย์ร่วมสำนักกลั่นแกล้งจนต้องหลบหนีจากไป จนได้รับความช่วยเหลือจาก เซียวเหล่งนึ่ง ผู้ช่วยเหลือและถ่ายทอดวิชาให้ แต่เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกินเลยคำว่าพี่น้องหรือศิษย์กับอาจารย์ ก็กลายเป็นวิบากกรรมที่ทั้งสองต้องร่วมกันฝ่าฟัน – ‘มังกรหยก 2’ หรือ ‘มังกรหยก ตํานานศึกเทพอินทรี’ เวอร์ชั่นนี้ กลายเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ ทั้งในจีน ฮ่องกง ไทย หรือ แคนาดา เป็นต้น ด้วยความโดดเด่นของสไตล์เมโลดราม่าที่แตกต่างจากซีรีส์กำลังภายในทั่วไปสิ้นเชิง โดยเฉพาะการแสดงของคู่พระนางที่ชวนลุ้นเอาให้ใจช่วยอย่าง หวงเสี้ยวหมิง ในบทเอี๊ยก๋วย และ หลิวอี้เฟย ในบทเซียวเหล่งนึ่ง โดยเฉพาะคนหลังที่บทบาทนี้ กลายเป็นภาพจำที่ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้
The Heaven Sword and Dragon Saber (2009)
100 ปีต่อมาหลังจาก ‘มังกรหยก 2’ ยุทธภพกำลังวุ่นวายจากการชิงความเป็นใหญ่ของหลายสำนัก เตียบ่อกี้ ชายหนุ่มรูปงาม ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาสัจจะปกปิดที่ซ้อนของ “ดาบฆ่ามังกร” ส่วนตัวเขาก็โดนเคล็ดวิชาจนถูกพิษเย็นเล่นงาน หากด้วยความช่วยเหลือของหมอเทวดา ก็ทำให้เขาหายจากพิษ พร้อมได้ฝึกเคล็ดวิชาลับที่ทำให้เขากลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธในเวลาต่อมา – ด้วยเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ 2 ภาคแรกโดยตรง จนทำให้แฟนๆ บ่นว่าเป็นตอนจบที่ไม่สวยงามนักของซีรีส์ชุดนี้ แต่ด้วยความโดดเด่นของฉากบู๊ที่ถูกเติมแต่งด้วยเทคนิคซีจีที่พัฒนาขึ้นกว่าสองภาคแรก ก็ทำให้ตอน ‘ดาบมังกรหยก’ เป็นซีรีส์กำลังภายในที่สนุกครบรสอย่างที่ควรจะเป็น โดยมีนักแสดงระดับแม่เหล็กของวงการบันเทิงจีนอย่าง เติ้ง เชา (พระเอก The Mermaid ของโจวซิงชือ) มารับบทหนุ่มเจ้าเสน่ห์เตียบ่อกี้อีกด้วย
**รู้หรือไม่ : ‘มังกรหยก’ เคยถูก หว่องกาไว ดัดแปลงเป็นหนังกำลังภายในสไตล์เหงาๆ อย่าง Ashes of Time (1994) มาแล้ว แต่ด้วยงบหนังที่แหกไปแล้วทั้งที่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ ก็ทำให้โปรดิวเซอร์ตัดสินใจต้องทำหนังแบบเร็วๆ เลวๆ อีกเรื่องที่แสดงโดยนักแสดงทีมเดียวกันนั่นละ! เพื่อเข้าฉายช่วงตรุษจีน จนกลายเป็นมังกรหยกเวอร์ชั่นล้อเลียน The Eagle Shooting Heroes (1993, เจฟฟรี เลา) ผลคือ หนังทำรายได้ไป 23 ล้านเหรียญฮ่องกง และหว่องกาไวก็ได้ทุนมาทำหนังต่อจนเสร็จนั่นเอง!