พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีอย่างสูง พระองค์ทรงเรียบเรียงเสียงประสาน โดยแต่ละเพลงล้วนมีท่วงทำนองที่จับใจ และความหมายที่ลึกซึ้งจำนวนกว่า 48 บทเพลง ดังนี้
1.แสงเทียน (Candlelight Blues)
2.ยามเย็น (Love at Sundown)
3.สายฝน (Falling Rain)
4.ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
5.ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
6.ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men’s Blues)
7.มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)
8.อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
9.เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
10.คำหวาน (Sweet Words)
11.มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)
12.แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
13.พรปีใหม่
14.รักคืนเรือน (Love Over Again)
15.ยามค่ำ (Twilight)
16.ยิ้มสู้ (Smiles)
17.มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March)
18.เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
19.ลมหนาว (Love in Spring)
20.ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
21.Oh I say
22.Can’t You Ever See
23.Lay Kram Goes Dixie
24.ค่ำแล้ว (Lullaby)
25.สายลม (I Think of You)
26.ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
27.แสงเดือน (Magic Beams)
28.ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์
29.มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March)
30.ภิรมย์รัก (A Love Story)
31.Nature Waltz
32.The Hunter
33.Kinari Waltz
34.แผ่นดินของเรา (Alexandra)
35.พระมหามงคล
36.ยูงทอง
37.ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind)
38.เตือนใจ (Old-Fashioned Melody)
39.ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์
40.เกาะในฝัน (Dream Island)
41.แว่ว (Echo)
42.เกษตรศาสตร์
43.ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream)
44.เราสู้
45.เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21)
46.Blues for Uthit
47.รัก
48.เมนูไข่
ในจำนวนทั้ง 48 บทเพลงพระราชนิพนธ์สุดไพเราะ เราได้นำบทเพลง 9 เพลงพระราชนิพนธ์ในดวงใจ มาบอกเล่าถึงความหมายและที่มาของเพลง มาลองฟังและร่วมระลึกถึงพ่อหลวงของเราไปด้วยกัน
แสงเทียน (Candlelight Blues)
ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช
คำร้อง : รองศาสตราจารย์ สดใส พันธุมโกมล
"จุดเทียนบวงสรวงปวงเทพเจ้า
สวดมนต์ค่ำเช้า ถึงคราวระทมทน
โอ้ชีวิตหนอ ล้วนรอความตายทุกคน
หลีกไปไม่พ้น ทุกข์ทนอาทรร้อนใจ"
เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ที่ทรงแต่งทำนองตั้งแต่มีพระชนมายุ 18 พรรษา และได้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย โดยได้รองศาสตราจารย์ สดใส พันธุมโกมล ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ และในเวอร์ชั่นภาษาไทยบทเพลงแสงเทียน กล่าวถึง ความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต ที่แม้จะจุดเทียนบวงสรวงอ้อนวอนเทพเจ้า สวดมนต์เช้าค่ำ เราก็หนีความตายไม่พ้น เปรียบชีวิตดั่งแสงเทียนที่ย่อมมีวันดับไป ในวันที่ยังหายใจอยู่ ก็ควรตั้งมั่นอยู่ในความดี หมั่นทำบุญทำทาน และทำจิตใจให้บริสุทธ์ผ่องใส
สายฝน (Falling Rain)
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
"น้ำฝนพลั่งลงมาจากฟ้าแดนไกล
พืชพรรณไม้ชื่นยืนยง"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 ทรงพระราชนิพนธ์ในพ.ศ. 2489 บทเพลงพรรณาถึงสายฝนที่เปรียบเหมือนน้ำพระราชหฤทัย ความห่วงใย ความเสียสละของพระองค์ท่านที่ทำเพื่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ จนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปรียบสายฝนจากฟากฟ้าที่นำพาความชุ่มฉ่ำ อุดมสมบูรณ์ สู่ผืนแผ่นดิน
ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช
คำร้อง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
"ใกล้ยามเมื่อแสงทองส่อง
ฉันคอยมองจ้อง ฟ้าเรืองรำไร
ลมโบกโบยมาหนาวใจ
รอช้าเพียงไร ตะวันจะมา"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 4 ด้วยทำนองแจ๊สสบายๆ เหมาะกับยามเช้า ในบทเพลงพรรณาถึงความสวยงามของบรรยากาศใกล้รุ่ง การเพลิดเพลินใจเมื่อฟังเสียงธรรมชาติยามเช้า หรือแม้แต่การเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้น ที่ส่องสว่างและให้ความอบอุ่นกับเราทุกคน อีกทั้งยังสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ และสร้างแรงใจให้คนไทยไม่ละทิ้งความหวัง
โดยที่มาของเนื้อร้องเกิดจากการที่ได้ฟังเสียงไก่ขันในยามเช้า จึงกลายเป็นที่มาของเนื้อร้องในวรรค เพลิดเพลินฤทัยฟังไก่ประสานเสียงกัน
ความแปลกใหม่ของเพลงนี้ คือมีการใส่เสียงไมเนอร์ครึ่งเสียง คือคำว่า “แต่” ในวรรคที่ร้องว่า “ได้ยินเสียงแว่วดังแผ่วมาแต่ไกลไกล” ซึ่งในสมัยนั้นคนไทยยังไม่เคยชิน แต่ในที่สุดก็ยอมรับและเป็นที่นิยม และกลายเป็นเพลงที่ชาวไทยนิยมใช้เป็นเป็นเพลงเต้นรำ ด้วยทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน
ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
"นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย
คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ และเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คำร้องเวอร์ชั่นภาษาไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์ โดยเนื้อหาจะพรรณาถึงความทุกข์ของผู้ที่ไร้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ทว่ายังแฝงความหวังให้กำลังใจในในวรรคสุดท้ายของเพลงว่า “สักวันบุญมาชะตาคงดี” บอกเราว่าวันของเราอาจกำลังมาถึงในไม่ช้า
ซึ่งในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๒๐ พรรษา ในพ.ศ. ๒๔๙๐ ข้าราชการ นักเรียน และคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองติดต่อกันหลายวัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้เล่นทายชื่อเพลงพระราชนิพนธ์เพลง H.M. Blues นี้ว่า H.M. ย่อมาจากอะไร ในงานไม่มีผู้ใดทายชื่อถูกเลยสักคนเดียว เพราะทุกคนต่างคิดว่า H.M. Blues ย่อมาจาก His Majesty 's Blues ซึ่งแปลว่าเพลงแนวบลูส์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคำตอบที่จริงก็คือ คำว่า H.M.Blues ย่อมาจาก Hungry Men’s Blues แปลว่าเพลงบลูส์ของผู้หิวโหยต่างหาก
อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
" รักเอย เลยกลับอาวรณ์
ค่ำคืนฝืนใจไปนอน
ยิ่งดูเหมือนฟอนไฟลน"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2492 ขณะประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยเนื้อเพลงเปรียบความรักกับธรรมชาติ เช่น ในวันที่ห่างกันไกล เหมือนท้องฟ้ามีดมนหมองมัว และในคราวที่อยู่คู่กันท้องฟ้าก็สดใส
พรปีใหม่
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
"ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า
ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี
ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย"
ก่อนจะแต่งเนื้อเพลงนี้ พระองค์มีพระราชดำริอยากจะพระราชทานของขวัญปีใหม่ให้ชาวไทยทุกคน จึงแต่งเพลงเป็นของขวัญเพื่อให้เพลงนี้เสมือนกับพระองค์มาอวยพรให้เหล่าพสกนิกรด้วยพระองค์เองผ่านบทเพลง พระองค์มีพระราชดำรัสว่าอยากให้ทำนองใช้คำง่ายๆ สื่อความหมายได้ชัดเจน ในเนื้อเพลง จึงมีการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ข้า ซึ่งมาจาก ข้าพเจ้า ส่วนคำว่า ปวงท่าน ในที่นี้ก็หมายถึงพสกนิกร คนไทยทุกหมู่เหล่า
พรปีใหม่ จึงเป็นเพลงพระราชนิพนธ์สำหรับคนไทยทุกคน และเป็นบทเพลงแห่งความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ อวยพรปีใหม่โดยพระองค์ท่านได้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อวยพรให้ทุกคนมีความสุขสมหวัง มีความเจริญรุ่งเรืองทุกสิ่งดั่งตั้งใจตลอดปีและตลอดไป
ยิ้มสู้ (Smiles)
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
"โลกมืดมนเพียงใด หัวใจอย่าคร้ามเกรง
ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง
ไยนึกกลัวหวาดเกรง ยิ้มสู้"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 16 ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.2495 ที่มีความหมายเพื่อเป็นการปลอบขวัญ และให้กำลังใจ “โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้” ไม่ใช่แค่กับผู้พิการทางสายตาเท่านั้น แต่ยังหมายราวมไปถึงคนที่ที่กำลังทุกข์ หรือเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต อย่าท้อถอย ให้หมั่นทำความดี ทำจิตใจให้แข้มแข็ง ยิ้มสู้กับอุปสรรคที่เข้ามา แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี
ลมหนาว (Love in Spring)
ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง : ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา
"อันความรักมักจะพาใจฝัน
เมื่อรักนั้นสุขสมจิตปอง"
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 19 ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2479 เพื่อพระราชทานแก่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระราชูปถัมภ์ เพลงนี้ในเวอร์ชั่นไทยกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ จะมีเนื้อหาต่างกันนิดเดียว ตรงที่เวอร์ชั่นภาษาไทยจะเพิ่มความรู้สึกของรักที่ผิดหวังเข้าไปด้วย เปรียบเปรยถึงความรักในยามสุขสมทุกสิ่งรอบตัวก็ดูสวยงามไปเสียหมด คล้ายกับยามฤดูหนาวที่ลมพัดมาเย็นๆ นกก็บินเล่นกับสายลมอย่างสดใส ดอกไม้บานสะพรั่งเรียกหมู่มวลผึ้งมาดอมดมเกสร แต่ในวันที่ผิดหวังทุกอย่างก็พังทลาย คล้ายกับยามเข้าสู่ฤดูฝนที่พายุโหมกระหน่ำ นกและผึ้งที่เคยร่าเริ่งต่างก็เสร้าสลดหดหู่กับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ดอกไม้ที่เคยสวยงามก็โดนลมพัดจนกระจายร่วงหล่นเต็มพื้นเหมือนความรักที่ไม่เป็นดั่งใจต้องการ
ความฝันอันสูงสุด
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค
"ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ"
ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ใน พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหารอบด้าน ทั้งการปกครองโดยรัฐบาลทหาร การประท้วงบ่อยครั้ง อีกทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถยังโปรดให้พิมพ์เพลงนี้ลงในการ์ดเล็ก ๆ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อเตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี โดยมีเนื้อเพลงที่กล่าวถึงการลุกขึ้นสู้อย่างไม่ท้อถอย และมุ่งมั่นทำความดี เพื่อประเทศชาติ อันเป็นความฝันและเกียรติอันสูงสุดของประชาชน มีความหมายปลุกใจให้คนไทยรู้สึกเข้มแข็งและรักชาติ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือประชาชนทั่วไป เตือนสติให้ทุกคนทำความดีอย่างไม่ท้อถอยเพื่อประเทศชาติ
ข้อมูลจาก MarketingOops!
mangozero