
ชื่อของ 'เจ็ท ลี' คอหนังแอ๊คชั่นต่อสู้น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่จะมีกี่คนที่รู้ลึกถึงเบื้องหลังชายยอดนักสู้คนนี้ ทาง MONOMAXXX จึงขอนำเรื่องราวเบื้องลึกที่หลายคนยังไม่รู้มาให้ทุกคนได้อ่านกัน จะมีเรื่องอะไรที่จะเซอร์ไพรส์พวกเราบ้าง คลิกมาอ่านกันได้เลย

ก่อนที่ เจ็ท ลี จะรับบทเป็นพระเอกในวงการฮอลลีวูดกับเรื่อง Romeo Must Die เขาเปิดตัวกับฮอลลีวูดครั้งแรกจากบท วาชิงกู หัวหน้าแก็งค้ามนุษย์จอมวายร้ายในเรื่อง Lethal Weapon 4 ซึ่งเดิมทีบทนี้ถูกวางไว้ให้กับ เฉินหลง แต่เพราะเฉินหลงไม่เคยเล่นเป็นตัวร้ายในหนังเรื่องไหนมาก่อน เขาจึงปฏิเสธบทนี้ไปทำให้ เจ็ท ลี มารับบทนี้แทน ก่อนที่ทั้งคู่จะมาร่วมงานกันครั้งแรกใน หนึ่งฟัดหนึ่ง ใหญ่ต่อใหญ่
ส่วนภาพยนตร์เรื่องแรกที่ เจ็ท ลี เล่นนั้นคือ เสี่ยวลิ้มยี่ ที่ เจ็ท ลี แสดงไว้ตั้งแต่ตอนอายุ 17 ปี หลังจากได้สัญญาจากโปรดิวเซอร์ตั้งแต่ตอนอายุ 12 ปี เท่านั้น

ตอนที่ เจ็ท ลี แสดงหนังเรื่องแรกให้ฮอลลีวูดกับเรื่อง Lethal Weapon 4 เขาพูดภาษาอังกฤษได้เพียงไม่กี่คำ
“ตอนที่ผมเริ่มแสงให้กับฮอลลีวูด ผมพูดได้แค่ ‘Good Morning’ ‘Thank You’ และคำอื่น ๆ อีกนิดหน่อย” เจ็ท ลี กล่าวในการสัมภาษณ์
“ทาง Warner Bros จึงจ้างครูมาสอนผมให้พูดได้เท่าที่ควร ถ้าคุณจะถ่ายหนังฮอลลีวูดแล้วละก็นะ คุณต้องไปเรียนภาษาอังกฤษ” เจ็ท ลีกล่าวทิ้งท้าย

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าชื่อจริงๆของ เจ็ท ลี คือ หลี่เหลียนเจี๋ย ซึ่งมีรายงานมาว่าที่เขาได้รับชื่อเล่นว่า ‘เจ็ท’ นั้นเป็นเพราะความเร็วดุจดังจรวดเจ็ทเวลาที่เขาออกแอ็คชั่นท่าต่างๆ และเมื่อย้อนกลับตอนที่ถ่ายทำเรื่อง Lethal Weapon 4 มีข่าวออกมาว่า เจ็ท ลี เคลื่อนไหวรวดเร็วจนกล้องจับไม่ทันทำให้ผู้กำกับของเรื่องต้องบอกให้เขาเคลื่อนที่ให้ช้าลง
ส่วนอีกสาเหตุที่เขาต้องมาใช้ชื่อ เจ็ท ลี ในวงการภาพยนตร์ก็เพราะบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่งในฟิลิปปินส์บอกว่าชื่อ หลี่เหลียนเจี๋ย ออกเสียงลำบากเกินไป
ถึงแม้ เจ็ท ลี จะเกิดที่ชาญเมืองปักกิ้งที่มณฑลเหอเป่ย์ แต่ภายหลังเขาก็ได้รับสัญชาติอเมริกาก่อนจะคว้าสัญชาติสิงคโปร์มาครองและทิ้งสัญชาติเดิมในปี 2009 ซึ่งเหตุผลที่เขาถือสัญชาตินี้ก็เป็นเพราะระบบการศึกษาที่นี้ดีต่อลูกๆของเขาทั้ง 2 คน

เจ็ท ลี เริ่มเรียน วูซู ที่เป็นศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่งของจีนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ซึ่งอาจารย์ที่สอนก็เห็นว่าเขามีฝีมือและส่งเสริม เจ็ท ลี เป็นอย่างดี จนกระทั่งคว้าแชมป์วูซูระดับชาติครั้งแรกได้ตอนอายุ 11 และคว้าแชมป์รายการระดับขาติอื่น ๆ อีก 4 รายการตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

ในปี 1974 ตอนที่ เจ็ท ลี อายุได้ 11 ปี เขาได้รับโอกาสไปแสดงศิลปะการต่อสู้วูซูต่อหน้า ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐขณะนั้นที่สนามหญ้าธรรมเนียบขาว ซึ่งมีรายงานมาว่าประธานาธิบดีเคยทาบทามให้ เจ็ท ลี เป็นบอดี้การ์ดให้ท่าน แต่ เจ็ท ลี กลับปฏิเสธและตอบกลับไปว่า
“ผมไม่อยากปกป้องคนใดคนหนึ่ง ตอนที่ผมโตขึ้นผมอยากปกป้องประชาชนชาวจีนกว่า 1 พันล้านคนของผม”

ในปี 1987 เจ็ท ลี ได้แต่งงานกับ หวงซิวเหยียน หนึ่งในสมาชิกของทีมวูซูที่เขาสังกัดและเคยร่วมงานการแสดงกัน 2 เรื่อง ซึ่งภายหลัง เจ็ท ลี ก็ออกมาเผยว่า “ผมแต่งงานกับเธอเพราะเรื่องของโชคลาง” เนื่องจากตอนนั้น เจ็ท ลี มีชีวิตที่ไม่ค่อยจะลงรอยนักทั้งปัญหาสุขภาพ และชื่อเสียงที่ได้จากเรื่อง เสี่ยวลิ้มยี่ ที่ค่อย ๆ จะลดลงเรื่อย ๆ จนยายของตนแนะนำให้แต่งงานกับหวงซิวเหยียนซะเพื่อส่งเสริมดวงชะตา
แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ดำรงชีวิตคู่ได้ประมาณ 3 ปีก่อนจะหย่าร้างในที่สุด และหลังจากนั้นเมื่อปี 1999 เจ็ท ลี ก็ได้แต่งงานกับ นีน่า ลี อดีตมิสเอเชียและมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ส่วน หวงซิงเหยียน นั้น เจ็ท ลี ก็คอยช่วยเหลือให้เธอได้งานในวงการบันเทิงอยู่

ในปี 2000 เจ็ท ลี เป็นตัวเลือกแรกที่จะมารับบทนำในเรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon พยัคฑ์ระห่ำ มังกรผยองโลก ของผู้กำกับอั้งลี่ แต่สุดท้าย เจ็ท ลี ก็ปฏิเสธบทนำนี้ไปเพราะ นีน่า ลี ภรรยาคนที่สองของเขาตั้งครรภ์ก่อนบทนี้จะตกเป็นของ โจวเหวินฟะ ในที่สุด และเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายก็สามารถกวาดรางวัลออสการ์ได้ถึง 4 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม รวมไปถึงได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ของเวทีนี้ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ เจ็ท ลี ก็ได้ไปโผล่ในภาพยนตร์เรื่อง Romeo Must Die ที่เป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกที่เขาได้รับบทเป็นพระเอก

ตอนปี 2004 ที่เกิดภัยพิบัติจากพายุสึนามิ เจ็ท ลี ซุปเปอร์สตาร์ของเราได้พักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่เกาะมัลดีฟส์ และเมื่อสึนามิถล่มลงมาเขาจึงพาเด็ก ๆ ไปในที่ปลอดภัยจนเกิดอาการบาดเจ็บที่เท้า
นอกจากนั้นประมาณปี 2010 เขายังได้ก่อตั้ง Jet Li One Foundation Project ที่เป็นโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากธรรมชาติและผู้มีปัญหาทางจิตขึ้นอีกด้วย
มื่อปี 2015 ที่ผ่านมาเขาได้เปิดเผยกับสื่อว่าตนได้ป่วยเป็นภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินมานานหลายปีแล้ว แถมยังส่งผลระบบการเผ่าผลาญของร่างกาย แถมยังส่งผลให้เขาไม่สามารถออกกำลังกายและทำงานหนัก ๆ ได้เหมือนเดิม ถึงขนาดมีข่าวรายงานว่าเจ้าตัวจะได้เข้าแสดงหนังเรื่อง xXx 3 คู่กับ วิน ดีเซล แต่เพราะปัญหาสุขภาพจึงเปลี่ยนตัวเป็น ดอนนี่ เยน แทน ซึ่ง เจ็ท ลี ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโรคภัยของตนไว้ว่า
"ผมไม่ใช่หวงเฟยหง ไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ เป็นแค่คนธรรมดาที่ต่อสู้กับปัญหาสุขภาพ มันทำให้ผมไม่สามารถทำงานเหมือนเดิมได้อีก"
ทั้งนี้ทาง MONOMAXXX ขอเป็นกำลังใจให้กับ เจ็ท ลี พระเอกสายบู๊ผู้นี้ให้เอาชนะโรคภัยต่าง และหายดีกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง 