“อันโดนี่ อิราโอล่า” กับภารกิจคืนชีพฟุตบอลเฮฟวี่เมทัลที่แอนฟิลด์

เปิดตัวเกมแรกอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ อันโดนี่ อิราโอล่า กับการคุมทัพ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะซันเดอร์แลนด์ 4-2 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสิ่งที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ให้ความสนใจในเกมนี้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ผลสกอร์เพียงอย่างเดียว แต่อยากเห็นสไตล์การเล่น “เฮฟวี่เมทัล” อันแสนดุดันกลับคืนมายังถิ่นแอนฟิลด์
การก้าวเข้ามาของ อันโดนี่ อิราโอล่า ในฐานะนายใหญ่คนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ภายหลังการลงจากตำแหน่งเฮดโค้ชคนเก่าอย่าง อาร์เน่อ สล็อต บอร์ดบริหารได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนทีม โดยมองว่ากุนซือชาวสเปนรายนี้คือคนที่เหมาะสมที่สุดในการสืบทอดปรัชญาฟุตบอลแบบ เจอร์เก้น คล็อปป์
โดยตลอด 2 ฤดูกาลของ สล็อต ที่รับไม้ต่อจากนายเก่าชาวเยอรมันในการคุมทัพหงส์แดง แม้ในซีซั่นแรกเขาจะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ในทันทีด้วยการพาลิเวอร์พูลผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ แต่โค้ชชาวดัตช์ก็ต้องเจอกับข้อครหาว่าเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้ดีนั้นมาจากรากฐานอันยอดเยี่ยมที่ คล็อปป์ ได้ทิ้งเอาไว้ต่างหาก
ซึ่งพอเข้าฤดูกาลที่สอง สล็อต ได้พยายามสร้างทีมและวางแทคติคให้เป็นแนวทางของเขามากขึ้น ตัดสินใจเปลี่ยนสไตล์ฟุตบอลจาก เฮฟวี่ เมทัล กลายมาเป็นสไตล์ที่สุขุม ลดการเพรสซิ่งที่เป็นจุดเด่นในยุค คล็อปป์ และเน้นการครองบอลที่มากขึ้น จากผลงานที่เคยทำได้ดีก็กลับกลายเป็นแย่ลงเรื่อย ๆ
ปัญหาหลักในซีซั่นที่สองของ อาร์เน่อ สล็อต คือการยึดติดกับแผนเดิมที่ไม่ยืดหยุ่น และการแก้เกมระหว่างแข่งที่ทำให้รูปเกมของทีมแย่ลง รวมไปถึงการตัดสินใจเปลี่ยนตัวสำรองในแต่ละครั้งที่มักไม่ได้ผล ซึ่งแม้ในช่วงท้ายที่สุดเขาสามารถพาทีมจบอันดับ 5 และได้โควต้าไปเล่นถ้วยยุโรป แต่บอร์ดบริหารรวมไปถึงแฟนบอลลิเวอร์พูลก็ยังไม่ประทับใจในผลงานของเขาอยู่ดีจนต้องแยกทางกันไปในที่สุด
เอาล่ะเราย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องการแต่งตั้ง อันโดนี่ อิราโอล่า ขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ ณ ถิ่นแอนฟิลด์ กันดีกว่า ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันคือการส่งสัญญาณว่า “หงส์แดง” กำลังจะกลับไปสู่รากเหง้าสไตล์ฟุตบอลอันเข้มข้นและดุดันที่ เดอะ ค็อป คิดถึงอีกครั้ง
ชื่อเสียงของอิราโอล่าไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ผลงานสร้างชื่อแรกเริ่มเกิดขึ้นในฤดูกาล 2020-21 หลังพา ราโย บาเยกาโน่ เลื่อนชั้นขึ้นลีกสูงสุดของสเปนภายในฤดูกาลแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง และพาทีมลอยตัวอยู่ในระดับท็อป ๆ ของ ลา ลีกา ก่อนจะย้ายมาพิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีกกับ บอร์นมัธ ในปี 2023
โดยก่อนหน้าการเข้ามาของอิราโอล่า “เดอะ เชอร์รี่ส์” เคยเป็นทีมที่คุ้นเคยกับสไตล์ฟุตบอลถอยลงไปตั้งรับลึกในแดนตัวเองและรอจังหวะโต้กลับ แต่กุนซือชาวสเปนรายนี้ได้ทำการยกเลิกแนวคิดเดิมทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยการกดดันคู่แข่งอย่างดุดัน ไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งเกมได้สะดวก และพยายามแย่งบอลกลับมาครองให้เร็วที่สุดตั้งแต่ในแดนบน
ซึ่งตลอด 3 ฤดูกาล เขาได้ปรับเปลี่ยนบอร์นมัธจากทีมกลางตารางให้ขยับขึ้นไปอยู่ในระดับลุ้นพื้นที่ยุโรปด้วยการจบอันดับ 6 ในซีซั่นล่าสุด และคว้าตั๋วไปเล่นบอลถ้วยยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 127 ปีของสโมสร พร้อมสร้างสถิติไร้พ่ายในลีกยาวนานถึง 18 นัดติดต่อกัน
จากผลงานประวัติศาสตร์ที่เขาทำได้กับ บอร์นมัธ จุดเด่นหลัก ๆ ของทีมของอิราโอล่าชุดนี้ก็คือ “ความเป็นหนึ่งเดียว” ในยามไม่มีบอล นักเตะทุกคนต้องอ่านเกมและขยับเคลื่อนที่ไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ จะไม่มีใครถูกปล่อยให้วิ่งไล่บอลเพียงลำพัง นอกจากนี้เขายังใส่มิติแท็กติกอันชาญฉลาด ด้วยการสั่งให้ลูกทีมสลับรูปแบบการตั้งรับแบบจากคุมพื้นที่ ไปเป็นการประกบตัวต่อตัวได้ทันทีในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นจังหวะบีบแย่งบอล ทำให้คู่แข่งไม่มีเวลาคิดหรือเซ็ตเกมรุกได้เลย
และเมื่อแย่งบอลกลับมาได้ เป้าหมายเดียวของลูกทีมอิราโอล่าคือการโจมตีตรงเข้าหาประตูคู่แข่งในทันที โดยไม่เสียเวลาครองบอลหรือดึงจังหวะช้า อย่างไรก็ตามฟุตบอลที่ใช้พลังงานมหาศาลเช่นนี้ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงสูง เพราะหากมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งหลุดตำแหน่งเพียงนิดเดียว ก็อาจเปิดช่องว่างใหญ่ให้คู่แข่งเล่นงานได้เช่นกัน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ความเข้าใจเกม และระยะเวลาในการปรับตัวของนักเตะ
บางทีการเข้ามาของอิราโอล่า เราอาจได้เห็นการกลับมาเกิดใหม่ของแข้งเก่าบางคนในทีม โดยเฉพาะพวกบรรดาตัวรุกทั้งหลายที่โชว์ฟอร์มไม่ออกและไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากแทคติคอันรัดกุมของ อาร์เน่อ สล็อต เชื่อเหลือเกินว่าพวกเขาเหล่านั้นจะกลับมาเฉิดฉายภายใต้แทคติคเกมรุกอันดุดันของโค้ชชาวสแปนิชคนนี้อย่างแน่นอน
ความน่าสนใจอีกอย่างของอิราโอล่า เขาไม่ใช่แค่การเป็นโค้ชที่วางแท็กติกได้อย่างแม่นยำ แต่เขาคือผู้จัดการทีมที่สามารถเปลี่ยน “DNA และอัตลักษณ์” ของสโมสรให้กลับมามีชีวิตชีวา แฟนบอลลิเวอร์พูลจะได้เห็นเกมฟุตบอลที่ตื่นเต้น วิ่งสู้ฟัด และเต็มไปด้วยความเข้มข้นอีกครั้ง ซึ่งน่าจะช่วยปลุกพลังในถิ่นแอนฟิลด์ให้กลับมาคึกคักและน่ากลัวสำหรับผู้มาเยือนได้เหมือนในยุครุ่งเรืองของคล็อปป์นั่นเอง

